"โป๊ปผู้รักการไหว้" สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ประมุขสูงสุดแห่งพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก ทรงเน้นย้ำคณะทูตประเทศต่างๆ ให้ร่วมกันเคารพสิทธิมนุษยชน เพราะนี่คือสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ ดังนั้น ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่มีอำนาจมาจำกัดและกีดกันอย่างเด็ดขาด โดยพระองค์ตรัสเรื่องนี้ ระหว่างการเสด็จไปกล่าวสุนทรพจน์ ณ สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ ซึ่งตั้งอยู่ที่นครนิวยอร์ก เมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา (ตรงกับช่วงค่ำในประเทศไทย)พระัสันตะปาปาทรงเริ่มต้นสุนทรพจน์ ด้วยการชื่นชมองค์กรสหประชาชาติที่ช่วยเหลืองานด้านมนุษยธรรมให้โลกมาโดยตลอด กระนั้น พระองค์ทรงเตือนสติสมาชิกทุกคนว่า ต้องกระจายอำนาจตัดสินใจให้ทั่วถึง อย่าปล่อยให้อำนาจเด็ดขาดไปตกอยู่กับชาติมหาอำนาจเพียงผู้เดียว "การลงมติมหาชนแบบหลากเชื้อชาติ มีความเสี่ยงเหมือนกัน เพราะถ้าอำนาจเด็ดขาดการตัดสินใจตกอยู่ในผู้มีอำนาจแล้วล่ะก็ การแก้ปัญหาต่างๆให้กับโลกก็จะไม่ประสบผลสำเร็จ ปัญหาต่างๆที่โลกกำลัีงประสบ ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากหลากฝ่ายในการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ให้ใครคนใดคนหนึ่งแก้ไขเท่านั้น"
แม้พระสันตะปาปาจะไม่ระบุแบบเจาะจงว่า ชาติที่กุมอำนาจคือใคร กระนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า พระองค์ทรงหมายถึงสหรัฐอเมริกา เนื่องจาก ค.ศ.2003 สหรัฐอเมริกาได้ส่งกองกำลังทางทหารเข้าไปในอิรัก โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากองค์การสหประชาชาติ ขณะที่สภาความมั่นคงก็ปฏิเสธที่จะตรวจสอบการกระทำของอเมริกา เนื่องจากเสียงส่วนใหญ่ในสภาฯ เป็นชาวอเมริกันนั่นเอง
พระสันตะปาปาจึงเสนอแนะแนวทางแก้ไขความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั่วโลก พระองค์ระบุว่า การใช้กำลังทหารไม่ใช่ทางออก คำตอบที่ถูกต้องคือการเจรจาทางการทูตเท่านั้น "ข้าพเจ้าขอเรียกร้องให้แก้ปัญหาความรุนแรงและความขัดแย้ง ด้วยการเสาะหาความไปได้ในการเจรจาทางการทูต ข้าพเจ้าขอร้องพวกท่าน โปรดให้ความสนใจอย่างจริงจังและสนับสนุนการเจรจาซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความชื่นชมยินดี เช่นเดียวกับสนับสนุนความปรารถนาที่จะคืนดีและให้อภัยกันด้วย"
จากนั้น พระสันตะปาปาองค์ที่ 3 ในประวัติศาสตร์พระศาสนจักรโรมันคาทอลิก(ต่อจากพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 และพระสันตะปาปา จอห์น พอล ที่ 2) ที่เสด็จมากล่าวสุนทรพจน์ ณ แท่นหินอ่อนสีเขียวขององค์การสหประชาชาติ ทรงระบุถึงปัญหาสิทธิมนุษยชน พระองค์ตรัสว่า "มนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกันทั้งในเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานทางชีวิต,เสรีภาพ,อิสรภาพในการเรียนรู้และอิสรภาพในการประกอบศาสนกิจต่างๆ สิทธิมนุษยชนเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ทุกคนพึงมี นี่คือบ่อเกิดแห่งความดีงามของมนุษย์ซึ่งเราได้รับมาในฐานะสิ่งสร้างของพระเจ้า สิทธิเหล่านี้ ตั้งอยู่บนกฏเกณฑ์ทางธรรมชาติที่ถูกเขียนขึ้นด้วยหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ สิทธิมนุษยชนทั้งหมดนี้ดำรงอยู่ในวัฒนธรรมและอารายธรรมที่แตกต่างกันไป"
"ความพยายามที่จะกีดกันสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้กับมนุษย์ จัดเป็นภัยอันตรายอย่างใหญ่หลวง ใครก็ตามที่กระทำการเช่นนี้ สมควรจะสำนึกว่า พวกเขาไม่ใช่พระผู้สร้างสรรพสิ่ง ดังนั้น พวกเขาไม่มีสิทธิมาจำกัดและกีดกันสิทธิมนุษยชน" พระสันตะปาปาผู้รักการยกมือไหว้ ตรัสอย่างหนักแน่น
พระสันตะปาปาชาวเยอรมัน ทรงปิดท้ายด้วยการตรัสถึงเสรีภาพในการนับถือศาสนา พระองค์เน้นย้ำว่า ศาสนาไม่ใช่เครื่องมือสร้างความรุนแรง แต่มีหน้าที่สอนให้มนุษย์ยอมรับความจริงและเคารพกันและกัน "เสรีภาพในการนับถือศาสนาก็เป็นสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกัน เมื่อใครก็ตามที่พยายามแสวงหาสัจธรรมความจริงให้กับชีวิต ศาสนานี่แหละที่จะช่วยเขาให้ตระหนักถึงสิทธิมนุษยชนตรงนี้ และก้าวออกไปพบกับคำตอบที่กำลังตามหาได้ บทบาทของศาสนาคือนำเสนอมุมมองทางความเชื่อในองค์พระเจ้า ไม่ใช่ใช้ในการสร้างความรุนแรง,ความแตกแยก,ความขัดแย้ง ศาสนามีหน้าที่สอนให้มนุษย์รู้จักเคารพสัจธรรมความจริง,เคารพการอาศัยอยู่ร่วมกัน รวมทั้งเคารพสิทธิของแต่ละคน รวมไปถึงทำให้เกิดการให้อภัยและคืนดีกัน"
หลังจากการตรัสสุนทรพจน์เสร็จสิ้นลง บรรดาทูตและผู้รับฟังการกล่าวสุนทรพจน์ของพระสันตะปาปา ต่างพร้อมใจกันลุกขึ้นปรบมือเป็นเกียรติแก่พระองค์เป็นเวลายาวนาน (Standing Ovation) จากนั้น พระสันตะปาปาได้เสด็จไปสนทนากับ ปัน กี-มุน เป็นการส่วนพระองค์ ตามด้วยการเสด็จไปทักทายบรรดาเด็กนักเรียนที่มาเล่นดนตรีถวาย ก่อนจะเสด็จกลับไปเสวยพระกายาหารเที่ยงที่บ้านพักสมณทูตประจำองค์การสหประชาชาติ
Pope Benedict XVI addresses at UN Headquarters


ภาพ : AP, AFP, L'Osservatore Romano, Reuters
No comments:
Post a Comment